วิธีทำกาวจากแป้งมัน วัตถุดิบธรรมชาติสำหรับงานอุตสาหกรรม

ในโลกที่หลายอุตสาหกรรมกำลังหันมาให้ความสำคัญกับวัสดุธรรมชาติและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กาวจากแป้งมัน จึงกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ทั้งในกลุ่มโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูก อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ผู้ผลิตกล่อง และธุรกิจที่ต้องการทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ากาวสังเคราะห์ที่มีสารเคมีเป็นส่วนผสม
หากกำลังมองหาวิธีทำกาวจากแป้งมัน เพื่อนำไปใช้ในสายการผลิตของธุรกิจ บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่ส่วนประกอบพื้นฐาน กระบวนการผลิต ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพ ไปจนถึงหลักการเลือกแป้งมันให้เหมาะกับการใช้งานในอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้กาวที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อการลงทุน
กาวจากแป้งมันคืออะไร?
กาวจากแป้งมันคือกาวที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลัก โดยอาศัยคุณสมบัติของแป้งที่เมื่อโดนน้ำและความร้อนจะพองตัวและเกิดเป็นเจลเหนียวที่มีการยึดเกาะสูง จึงสามารถใช้แทนกาวสังเคราะห์ในงานที่ต้องการวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
กาวชนิดนี้ถูกใช้มายาวนานในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมกระดาษ ลูกฟูก และบรรจุภัณฑ์ เพราะมีคุณสมบัติในการยึดเกาะพื้นผิวกระดาษได้ดี ไม่ทำให้กระดาษเปลี่ยนสี ไม่มีกลิ่นฉุน และมีต้นทุนที่ต่ำเมื่อผลิตในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังนิยมใช้ในงานหัตถกรรม การทำหนังสือทำมือ และผลิตภัณฑ์กระดาษเปเปอร์มาเช่
ปัจจุบันการทำกาวจากแป้งมันสามารถแบ่งได้เป็น กาวแบบเย็น ที่ใช้กระบวนการทางเคมีในการเปลี่ยนแป้งให้เป็นกาวโดยไม่ต้องใช้ความร้อน และ กาวแบบร้อน ที่ใช้ความร้อนในการเจลาติไนซ์แป้ง แต่ละแบบมีข้อดีและการใช้งานที่ต่างกันตามลักษณะสายการผลิตของแต่ละอุตสาหกรรม
วัตถุดิบที่ใช้ในการทำกาวจากแป้งมัน
การผลิตกาวจากแป้งมันในระดับอุตสาหกรรมต้องใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้กาวที่มีคุณสมบัติสม่ำเสมอและใช้งานได้จริง
แป้งมันสำปะหลัง
แป้งมันสำปะหลัง คือวัตถุดิบหลักที่กำหนดคุณภาพของกาวโดยตรง ทั้งในแง่ของความเหนียว ความหนืด และความสามารถในการยึดเกาะ โดยทั่วไปโรงงานอุตสาหกรรมจะเลือกใช้ แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) ที่ผ่านการปรับคุณสมบัติเฉพาะทาง เพื่อให้เกิดเจลที่มีความเสถียร ไม่แยกชั้น และคงคุณสมบัติได้นานกว่าการใช้แป้งธรรมชาติทั่วไป
แป้งดัดแปรที่นิยมใช้ในการทำกาว ได้แก่ Oxidized Starch ที่มีความหนืดต่ำและกระจายตัวได้ดี Cationic Starch ที่มีประจุบวกช่วยเพิ่มการยึดเกาะกับเส้นใยกระดาษ และ Cross-Linked Starch ที่ทนต่ออุณหภูมิและความชื้นได้สูง ผู้ประกอบการควรเลือกประเภทของแป้งดัดแปรให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานและเครื่องจักรของโรงงาน
น้ำสะอาด
น้ำที่ใช้ในการทำกาวควรเป็น น้ำสะอาดที่ผ่านการกรอง ไม่มีสิ่งเจือปน มีค่า pH เป็นกลาง เพราะน้ำที่มีคุณภาพต่ำอาจส่งผลต่อความเสถียรของกาวและอายุการเก็บรักษา อัตราส่วนระหว่างแป้งกับน้ำจะแตกต่างกันตามสูตร โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 5 ถึง 1 ต่อ 10 ขึ้นอยู่กับความหนืดของกาวที่ต้องการ
โรงงานผลิตกาวมักมีระบบกรองน้ำและควบคุมคุณภาพน้ำโดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่ากาวที่ผลิตในทุกล็อตมีคุณสมบัติสม่ำเสมอ
สารช่วยปรับความหนืดและการยึดเกาะ
ในระดับอุตสาหกรรม การทำกาวจากแป้งมันมักมีการเติมสารเสริม (Additives) เพื่อปรับคุณสมบัติของกาวให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น
- โซดาไฟ (NaOH) ในความเข้มข้นต่ำ เพื่อช่วยให้แป้งเจลาติไนซ์เร็วขึ้นและได้กาวที่มีความหนืดตามต้องการ
- บอแรกซ์ (Borax) เพื่อเพิ่มความเสถียรและความยืดหยุ่นของกาว
- สารกันบูด เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและป้องกันการเกิดเชื้อรา
- สารปรับ pH เพื่อควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่างของกาว
การใช้สารเสริมต้องอยู่ในปริมาณที่กำหนดตามสูตรของแต่ละโรงงาน และควรอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อการใช้งาน โดยเฉพาะหากกาวจะสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุอาหารทางอ้อม
อุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้ในการผลิต
การทำกาวจากแป้งมันในระดับอุตสาหกรรมต้องใช้อุปกรณ์ที่รองรับการผลิตในปริมาณมาก ได้แก่
- ถังผสม (Mixing Tank) ขนาดใหญ่พร้อมใบพัดกวน สำหรับผสมแป้งกับน้ำและสารเสริม
- ระบบให้ความร้อน (Heating System) ควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำ เพื่อทำให้แป้งเจลาติไนซ์อย่างสม่ำเสมอ
- เครื่องวัดความหนืด (Viscometer) สำหรับตรวจสอบคุณสมบัติของกาวก่อนบรรจุ
- ถังพักและระบบสูบจ่าย สำหรับส่งกาวไปยังสายการผลิตหรือถังบรรจุ
- ระบบกรอง เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนหรือแป้งที่ไม่ละลายก่อนใช้งานจริง
สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นในสเกลเล็ก อาจใช้อุปกรณ์พื้นฐานได้ แต่หากผลิตในปริมาณมาก ควรลงทุนในระบบที่ควบคุมได้อัตโนมัติเพื่อความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์
วิธีทำกาวจากแป้งมันแบบพื้นฐาน
หลังจากเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์แล้ว มาดูขั้นตอนการทำกาวจากแป้งมันแบบพื้นฐานที่ใช้ได้ทั้งในสเกลเล็กและปรับเป็นสเกลอุตสาหกรรม
ขั้นตอนการผสมแป้งมันกับน้ำ
เริ่มจากการชั่งแป้งมันตามสัดส่วนที่กำหนด โดยทั่วไปใช้แป้งมัน 1 ส่วนต่อน้ำเย็น 5-10 ส่วน จากนั้นค่อย ๆ เทแป้งลงในน้ำเย็นพร้อมกวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเกาะตัวเป็นก้อน การใช้น้ำเย็นในขั้นตอนแรกจะช่วยให้แป้งกระจายตัวได้ดีก่อนที่จะโดนความร้อน
ในระดับอุตสาหกรรม การผสมจะใช้ถังผสมที่มีใบพัดกวนความเร็วสูง เพื่อให้ได้สารละลายที่เป็นเนื้อเดียวกันโดยไม่มีก้อนแป้งหลงเหลือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กาวมีคุณสมบัติสม่ำเสมอ
ขั้นตอนการให้ความร้อนเพื่อให้เกิดความเหนียว
หลังจากผสมแป้งกับน้ำจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้ค่อย ๆ ให้ความร้อนจนอุณหภูมิถึงประมาณ 65-75 องศาเซลเซียส พร้อมกวนอย่างต่อเนื่อง ในช่วงอุณหภูมินี้เม็ดแป้งจะเริ่มพองตัวและปล่อยโมเลกุลของอะไมโลสและอะไมโลเพคตินออกมา ทำให้ของเหลวเริ่มมีความหนืดและเปลี่ยนเป็น เจลใสหรือเจลขุ่นเล็กน้อย ที่เป็นลักษณะเฉพาะของกาวจากแป้ง
ในกรณีที่ต้องการเร่งการเจลาติไนซ์ อาจเติมโซดาไฟในความเข้มข้นต่ำ (ตามสูตรที่คำนวณไว้แล้ว) เพื่อทำให้แป้งเปลี่ยนเป็นกาวได้ที่อุณหภูมิต่ำลง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้กันในอุตสาหกรรมกระดาษลูกฟูก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องระวังเรื่องความปลอดภัยและการควบคุมค่า pH ของกาวสำเร็จ
ขั้นตอนการปรับความหนืดของกาว
เมื่อได้เนื้อกาวเรียบร้อยแล้ว ให้ปรับความหนืดโดยการเติมน้ำเพิ่มเติมหากต้องการกาวที่เหลวกว่า หรือให้ความร้อนต่อเพื่อให้กาวเข้มข้นขึ้น ในระหว่างนี้ควรตรวจวัดความหนืดด้วยเครื่องวัดเป็นระยะ เพื่อให้ได้ค่าตามสเปกที่ต้องการ
ในระดับอุตสาหกรรม จะมีการเติมสารเสริมต่าง ๆ ในขั้นตอนนี้ เช่น บอแรกซ์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น สารกันบูดเพื่อยืดอายุ และสารปรับ pH เพื่อควบคุมความเป็นกรด-ด่างของกาว การเติมสารเสริมควรทำหลังจากที่แป้งเจลาติไนซ์เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้กระจายตัวได้อย่างสม่ำเสมอ
วิธีตรวจสอบเนื้อกาวก่อนนำไปใช้งาน
ก่อนนำกาวไปใช้ในสายการผลิตจริง ควรตรวจสอบคุณสมบัติของกาวด้วยวิธีต่อไปนี้
- ตรวจสอบความหนืด ด้วยเครื่องวัด Viscometer ให้ได้ค่าตามสเปกที่กำหนด
- ตรวจสอบความเรียบเนียน ของเนื้อกาว ไม่ควรมีก้อนแป้งหรือสิ่งปนเปื้อน
- ตรวจสอบค่า pH ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมกับวัสดุที่จะติด
- ทดสอบการยึดเกาะ โดยทากาวบนวัสดุตัวอย่างและตรวจสอบแรงยึดเกาะหลังกาวแห้ง
- ตรวจสอบสี กลิ่น และความใส ให้ตรงตามมาตรฐานของโรงงาน
การตรวจสอบทุกครั้งก่อนใช้งานจะช่วยลดของเสียในสายการผลิต และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ปลายทาง
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของกาวจากแป้งมัน
การผลิตกาวจากแป้งมันให้มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสูตรเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการควรควบคุม
- คุณภาพของแป้งมันที่ใช้ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แป้งที่มีความบริสุทธิ์สูง ความชื้นเหมาะสม และมีความหนืดสม่ำเสมอ จะให้กาวที่มีคุณภาพดีกว่า
- อัตราส่วนของวัตถุดิบ สัดส่วนระหว่างแป้ง น้ำ และสารเสริมที่ใช้ในสูตร ต้องคำนวณให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะทาง
- อุณหภูมิและเวลาในการเจลาติไนซ์ หากใช้ความร้อนสูงเกินไปหรือให้ความร้อนนานเกินไป กาวอาจสูญเสียคุณสมบัติหรือเปลี่ยนสี
- ความเร็วในการกวน การกวนสม่ำเสมอทำให้แป้งกระจายตัวได้ดีและได้เนื้อกาวเรียบเนียน
- คุณภาพน้ำที่ใช้ น้ำที่มีสิ่งเจือปนหรือแร่ธาตุสูงอาจส่งผลต่อความเสถียรของกาว
- สภาวะการเก็บรักษา กาวจากแป้งมันมีอายุการใช้งานจำกัด ควรเก็บในภาชนะปิดสนิทและใช้ให้หมดในระยะเวลาที่กำหนด
ข้อดีของการใช้กาวจากแป้งมันในภาคธุรกิจ
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณาใช้กาวจากแป้งมันในสายการผลิต การเลือกวัตถุดิบนี้มีข้อดีหลายด้าน
ต้นทุนวัตถุดิบคุ้มค่า
แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทยจำนวนมาก มีราคาที่แข่งขันได้ในตลาดโลก และปริมาณการผลิตสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ทำให้การผลิตกาวจากแป้งมันในระดับอุตสาหกรรมมีต้นทุนวัตถุดิบที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับกาวสังเคราะห์ โดยเฉพาะเมื่อสั่งซื้อในปริมาณมากจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง
ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ
กาวจากแป้งมันเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กระแสสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง และปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน จึงเหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ในด้านความยั่งยืน (Sustainability)
ปรับสูตรให้เหมาะกับการใช้งานได้
ข้อได้เปรียบที่สำคัญของกาวจากแป้งมันคือ สูตรสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นทั้งเรื่องความหนืด ความเร็วในการแห้ง ความทนความชื้น หรือความยึดเกาะ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสูตรที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์และเครื่องจักรของตนเองได้ โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับผู้ผลิตแป้งที่มีทีม R&D
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการวัตถุดิบในปริมาณมาก
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้กาวในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง กาวจากแป้งมันเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านต้นทุน ความต่อเนื่องของวัตถุดิบ และความสามารถในการปรับสเปกให้เข้ากับสายการผลิต โรงงานผลิตแป้งมันในไทยสามารถรองรับคำสั่งซื้อในระดับหลายร้อยตันต่อเดือนได้ ทำให้ธุรกิจไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบ
เลือกแป้งมันสำหรับทำกาวอุตสาหกรรมควรดูอะไรบ้าง
การเลือกแป้งมันสำหรับผลิตกาวเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลต่อคุณภาพของกาวและประสิทธิภาพของสายการผลิตโดยตรง ผู้ประกอบการควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้
ความละเอียดและความสม่ำเสมอของแป้ง
แป้งที่ใช้ผลิตกาวควรมีขนาดอนุภาคที่ละเอียดและสม่ำเสมอ เพราะแป้งที่มีอนุภาคใหญ่หรือมีขนาดไม่สม่ำเสมออาจกระจายตัวในน้ำได้ไม่ดี ทำให้เกิดก้อนแป้งในเนื้อกาวและส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ปลายทาง โรงงานผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีทันสมัยจะสามารถผลิตแป้งที่มีขนาดอนุภาคตรงตามสเปกได้อย่างสม่ำเสมอในทุกล็อต
ความสามารถในการเกิดความหนืด
ค่าความหนืดของแป้งเมื่อผ่านการเจลาติไนซ์ คือคุณสมบัติสำคัญที่กำหนดความเหมาะสมของแป้งกับการทำกาว แป้งที่มีค่าความหนืดสูงและเสถียรจะให้กาวที่มีการยึดเกาะดี ในขณะที่แป้งที่มีค่าความหนืดต่ำอาจเหมาะกับกาวที่ต้องการความเหลวสำหรับการทาบางในสายการผลิตอัตโนมัติ ผู้ประกอบการควรระบุค่าความหนืดที่ต้องการเมื่อสั่งซื้อจากผู้ผลิต
มาตรฐานการผลิตของผู้จำหน่าย
แม้ว่ากาวจะไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่บริโภคโดยตรง แต่การเลือกแป้งจากโรงงานที่ได้รับมาตรฐานสากล เช่น ISO และ GMP ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสะท้อนถึงระบบควบคุมคุณภาพและความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ ในระยะยาว โรงงานที่ได้มาตรฐานสามารถออกเอกสาร Certificate of Analysis (COA) ให้กับลูกค้าได้ทุกล็อต ช่วยให้ผู้ประกอบการมั่นใจในคุณภาพและสามารถสอบกลับได้หากเกิดปัญหา
ความสามารถในการจัดส่งสำหรับลูกค้า B2B
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการแป้งในปริมาณมาก ควรเลือกโรงงานที่มีระบบโลจิสติกส์ที่พร้อมส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด และมีความยืดหยุ่นในการสั่งซื้อ เช่น สามารถส่งในรูปแบบถุง 25 กิโลกรัม ถุง Big Bag 1 ตัน หรือแบบ Bulk ตามความต้องการ รวมถึงสามารถรองรับคำสั่งซื้อในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจเติบโต
สรุปวิธีทำกาวจากแป้งมันและการเลือกวัตถุดิบให้เหมาะกับธุรกิจ
วิธีทำกาวจากแป้งมันเป็นกระบวนการที่ใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลัก ผสมกับน้ำและสารเสริมต่าง ๆ ก่อนผ่านการให้ความร้อนเพื่อทำให้แป้งเกิดความเหนียวและยึดเกาะได้ กระบวนการทั้งหมดสามารถทำได้ในสเกลเล็กสำหรับงานทดลอง หรือขยายเป็นระดับอุตสาหกรรมที่ผลิตในปริมาณมากได้ ขึ้นอยู่กับสูตรและอุปกรณ์ที่ใช้
หัวใจสำคัญของกาวจากแป้งมันที่มีคุณภาพคือ การเลือกแป้งมันสำปะหลังที่เหมาะสมจากผู้ผลิตแป้งมันที่ได้มาตรฐาน เพราะแป้งที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ มีคุณสมบัติเชิงเทคนิคที่ตรงตามสเปก และมีระบบการผลิตที่รองรับการสั่งซื้อในระดับอุตสาหกรรม จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตกาวที่มีคุณภาพและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว การเลือกใช้แป้งดัดแปรจากโรงงานที่มีทีม R&D จะยิ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนาสูตรกาวเฉพาะทางที่แข่งขันได้ในตลาด
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับวิธีทำกาวจากแป้งมัน
Q: กาวจากแป้งมันเก็บได้นานแค่ไหน?
A: กาวจากแป้งมันมีอายุการใช้งานสั้นกว่ากาวสังเคราะห์ โดยทั่วไปเก็บได้ประมาณ 3-7 วันที่อุณหภูมิห้อง หรือ 2-4 สัปดาห์หากเก็บในตู้เย็น การเติมสารกันบูดในสูตรอุตสาหกรรมจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น
Q: กาวจากแป้งมันสามารถทดแทนกาว PVA ในอุตสาหกรรมได้หรือไม่?
A: สามารถทดแทนได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะในงานกระดาษ ลูกฟูก และบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ต้องสัมผัสน้ำ อย่างไรก็ตาม กาว PVA จะทนน้ำและมีอายุการใช้งานยาวกว่า จึงยังจำเป็นในงานที่ต้องการคุณสมบัติเฉพาะทาง
Q: แป้งมันธรรมดากับแป้งมันดัดแปรใช้ทำกาวต่างกันอย่างไร?
A: แป้งมันธรรมดาสามารถทำกาวได้ในงานพื้นฐาน แต่กาวที่ได้อาจเสื่อมสภาพเร็วและคุณสมบัติไม่เสถียร ส่วนแป้งดัดแปรถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการทำกาวโดยเฉพาะ ให้ความหนืดที่เสถียรกว่า ยึดเกาะดีกว่า และเก็บได้นานกว่า จึงเป็นตัวเลือกหลักของโรงงานอุตสาหกรรม
Q: การผลิตกาวจากแป้งมันมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่?
A: กาวจากแป้งมันจัดเป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ากาวสังเคราะห์ เพราะย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง และผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่หมุนเวียนได้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตยังต้องใช้น้ำและพลังงาน จึงควรเลือกผู้ผลิตที่มีระบบการผลิตที่ยั่งยืน
Q: หากต้องการสั่งซื้อแป้งมันในปริมาณมากสำหรับผลิตกาว ควรเริ่มต้นอย่างไร?
A: ควรติดต่อโรงงานผู้ผลิตแป้งมันโดยตรงเพื่อขอข้อมูลสเปกและตัวอย่างสำหรับทดลอง จากนั้นทดสอบในกระบวนการผลิตของตนเอง เมื่อได้สเปกที่เหมาะสมแล้วจึงตกลงสัญญาซื้อขายระยะยาวเพื่อให้ได้ราคาที่ดีและมั่นใจในความต่อเนื่องของวัตถุดิบ


